ราคาทองคำพุ่งทำสสถิติใหม่ที่ 3,673.95 เหรียญต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน ทิ้งห่าง Bitcoin ที่เคยถูกเรียกว่า "ทองคำดิจิทัล" ไปไกล โดยปีนี้ทองขึ้นไปแล้ว 37.4% ขณะที่ Bitcoin เพิ่มเพียง 18.7% ตัวเลขนี้กำลังตั้งคำถามว่า สินทรัพย์ไหนจะเป็นที่พึ่งของนักลงทุนที่ต้องการหนีการพิมพ์เงินไม่รู้จบของรัฐบาลกันแน่
ทำไมทองถึงขึ้นแรง
หัวใจสำคัญอยู่ที่ระบบการคลังของประเทศประชาธิปไตยเริ่มคลายตัว รัฐบาลต้องใช้จ่ายเพื่อชนะเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการสังคม งบกลาโหม หรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ สหรัฐใช้เงินไปแล้ว 6.75 ล้านล้านเหรียญในปี 2024 โดยครึ่งหนึ่งเป็นสวัสดิการ และคาดว่าจะขาดดุลสะสมอีก 4.1 ล้านล้านเหรียญในทศวรรษหน้า
ที่น่าสนใจคือ ดอกเบี้ยหนี้สาธารณะพุ่งเกิน 1 ล้านล้านเหรียญแล้ว มากกว่างบกลาโหมทั้งหมด (14% เทียบกับ 13%) และเมื่อ Fed เริ่มลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ตลาดแรงงานอ่อนตัว ผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรก็ลดลง นักลงทุนจึงหันมาสินทรัพย์จับต้องได้อย่างทองคำ ธนาคารกลางทั่วโลกก็เริ่มสะสมทองใกล้เคียงกับพันธบัตรสหรัฐแล้ว สะท้อนความกังวลต่อค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
Bitcoin ยังมีไพ่ตัวไหนอยู่บ้าง
แม้จะโดน "ทองแท้" ทิ้งห่างในปีนี้ แต่ Bitcoin ก็มีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไม่ควรมองข้าม อันดับแรกคือความจำกัดสัมบูรณ์ มีเพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้นตลอดกาล ขณะที่ทองคำยังขุดเพิ่มได้ทุกปี Bitcoin ยังใช้งานได้บนโลกดิจิทัลโดยตรง ไม่ต้องเก็บในห้องนิรภัย ไม่ต้องขนส่งข้ามทวีป และมูลค่าตลาดยังเล็กกว่าทองคำถึง 10 เท่า (2.28 ล้านล้านเทียบกับ 25 ล้านล้านเหรียญ) หมายถึงมีพื้นที่เติบโตมหาศาล
ที่สำคัญคือ บริษัทจดทะเบียนเริ่มสะสม Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองจริงจังแล้ว โดยมีมากกว่า 1 ล้านเหรียญในมือธุรกิจต่างๆ ท่ามกลางที่ MicroStrategy นำทีม กองทุน Bitcoin ETF ถึงจะมีสินทรัพย์รวมแค่ 166 พันล้านเหรียญ เทียบกับทอง ETF ที่ 407 พันล้าน แต่การรับรู้เพิ่งเริ่มต้น
ความหมายต่อราคาทอง
การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าฝ่ายใดชนะเด็ดขาด แต่บอกว่า ทั้งสองสินทรัพย์กำลังตอบโจทย์เดียวกัน คือการหนีระบบเงินเฟียตที่ถูกพิมพ์ออกมาไม่หยุด ในระยะสั้น ทองคำยังมีความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมาหลายพันปี เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและถูกยอมรับโดยสถาบัน แต่ในระยะยาว Bitcoin อาจกลายเป็นทางเลือกหลักของคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเศรษฐกิจดิจิทัล
แล้วอะไรต่อ
ตลาดกำลังจับตาว่า Fed จะตัดดอกเบี้ยลงอีกแค่ไหน และธนาคารกลางจะเพิ่มสัดส่วนทองในเงินสำรองมากขึ้นหรือไม่ ขณะที่ Bitcoin กำลังรอให้กองทุนสถาบันเข้ามาอีกระลอก หากเกิดวิกฤตหนี้สาธารณะหรือเงินเฟ้อพุ่งอีกรอบ ทั้งสองสินทรัพย์อาจได้ประโยชน์พร้อมกัน
สำหรับนักลงทุน
คำถามไม่ใช่ว่าจะเลือกทองหรือ Bitcoin แต่คือจะแบ่งสัดส่วนอย่างไร ทองเหมาะสำหรับป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นและรักษามูลค่า ขณะที่ Bitcoin เหมาะกับการลงทุนระยะยาวเพื่อโอกาสเติบโตในยุคดิจิทัล การกระจายพอร์ตให้มีทั้งสองตัวอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในยุคที่ค่าเงินกำลังอ่อนค่า

