ราคาเงินพุ่งแรงสู่ $58.50 ต่อออนซ์ ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ $56.445 ในเดือนพฤศจิกายน และห่างจากจุดสูงสุดเดิมที่ $59.33 เพียงไม่ถึง $1 โดยโลหะเงินทำผลตอบแทน 17.2% ในเดือนที่ผ่านมา ทิ้งห่างทองคำที่ขึ้นเพียง 5.6% อย่างชัดเจน สะท้อนโมเมนตัมที่แข็งแกร่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ภาพรวมตลาด
เงินกำลังเป็นดาวเด่นในกลุ่มโลหะมีค่า โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ากองทุน ETF แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่กรกฎาคม ยอดถือครองเพิ่มขึ้นเกือบ 590 ตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ปริมาณการซื้อขาย CME Micro Silver futures ทำสถิติสูงเป็นอันดับสองที่เกือบ 75,000 สัญญาต่อวัน สะท้อนความสนใจจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
นอกจากการไหลเข้าของเงินลงทุนแล้ว ตลาดยังได้แรงหนุนจาก short squeeze ครั้งประวัติศาสตร์ในลอนดอน ที่ผู้ขายชอร์ตถูกบังคับปิดสถานะ สร้างแรงซื้อพลุ่งพล่านผลักดันราคาขึ้นเพิ่มเติม ขณะที่ความคาดหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ก็เป็นปัจจัยบวกต่อโลหะที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างเงินและทองคำ
ความหมายต่อราคาทอง
การพุ่งแรงของเงินสะท้อนความเชื่อมั่นต่อกลุ่มโลหะมีค่าโดยรวม และอาจดึงความสนใจให้ทองคำตามมา โดยเฉพาะในบรรยากาศที่นโยบายการเงินอ่อนตัว อย่างไรก็ตาม การขึ้นราคาของเงินแรงกว่าทองชี้ว่านักลงทุนกำลังมองหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นและพร้อมรับความผันผวนมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของ risk appetite ที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น
แล้วอะไรต่อ?
สายตานักลงทุนจับจ้องที่ระดับ $59.33 ซึ่งหากทะลุผ่านไปได้ อาจเปิดทางไปสู่แนวต้านใหม่ที่ $60-62 นอกจากนี้ การที่เงินถูกบรรจุในรายการแร่ธาตุเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐฯ และความกังวลเรื่องอุปทานก็เป็นปัจจัยโครงสร้างที่หนุนแนวโน้มระยะยาว แต่ต้องติดตามว่าการปรับฐานทางเทคนิคจะเกิดขึ้นเมื่อใด
สำหรับนักลงทุน
เงินกำลังแสดงจังหวะที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่รับความผันผวนได้ แต่การขึ้นแรงในช่วงสั้นหมายความว่าโอกาสปรับฐานมีอยู่เสมอ ติดตามระดับ $59.33 และการตัดสินใจดอกเบี้ยของ Fed ในสัปดาห์นี้เป็นสำคัญ

