แม้ราคาทองคำจะพุ่งขึ้น 60% ในปีนี้และทำสถิติสูงสุดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่นักลงทุนสหรัฐกลับยังถือทองคำในพอร์ตน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดความมั่งคั่งโดยรวม Goldman Sachs ชี้ว่าสัดส่วนการถือครองที่ต่ำผิดปกตินี้กำลังสร้างศักยภาพให้ราคาทองคำพุ่งแรงในระยะข้างหน้า
ภาพรวมตลาด
ปัจจุบัน Gold ETF ในสหรัฐมีสัดส่วนเพียง 0.17% ของพอร์ตการเงินภาคเอกชน ซึ่งมีมูลค่ารวม 112 ล้านล้านดอลลาร์ สัดส่วนนี้ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2012 ถึง 6 basis points แม้ราคาทองคำปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 4,220 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงกว่าในอดีตหลายเท่าตัว สำหรับสถาบันขนาดใหญ่ที่บริหารสินทรัพย์เกิน 100 ล้านดอลลาร์ น้อยกว่าครึ่งที่ถือ Gold ETF และแม้แต่ผู้ที่ถือก็มีสัดส่วนเพียง 0.1-0.5% เท่านั้น
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
สาเหตุหลักที่การถือครองทองคำยังต่ำมาจากการเติบโตของพอร์ตหุ้นและพันธบัตรที่เร็วกว่าราคาทองคำในทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่แรงซื้อหลักในช่วงที่ผ่านมากลับมาจากธนาคารกลางทั่วโลก ไม่ใช่นักลงทุนเอกชนสหรัฐ ความต้องการทองคำแท่งจากภาคเอกชนสหรัฐก็ยังน้อยมาก เพียง 11-15 ตันในปีนี้ เทียบกับเงินไหลเข้า Gold ETF ที่ 400 ตัน อย่างไรก็ตาม สถาบันชั้นนำอย่าง Citi, UBS, Morgan Stanley, BlackRock และ Ray Dalio ล้วนแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักทองคำในพอร์ต สร้างช่องว่างระหว่างคำแนะนำกับสัดส่วนการถือครองจริงอย่างชัดเจน
ความหมายต่อราคาทอง
เนื่องจากขนาดตลาดทองคำที่เล็กเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นและพันธบัตร Goldman Sachs ประเมินว่าการเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ตสหรัฐเพียง 1 basis point (0.01%) จะผลักดันราคาทองคำขึ้น 1.4% ทันที หากนักลงทุนสถาบันหรือครัวเรือนเริ่มปรับพอร์ตตามคำแนะนำของสถาบันชั้นนำเพื่อกระจายความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางมหภาคโลก แม้เพียงเศษเสี้ยวของพอร์ตก็อาจสร้างกระแสเงินไหลเข้าที่ทรงพลังพอที่จะดันราคาขึ้นแบบก้าวกระโดด
แล้วอะไรต่อ?
Goldman Sachs ตั้งเป้าราคาทองคำที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2026 และเห็นว่ามี "significant upside risk" หากกระแสเงินจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากสถิติปัจจุบันที่ราคา spot gold อยู่ที่ประมาณ 4,220 ดอลลาร์ หลังทำสถิติสูงสุดใกล้ 4,400 ดอลลาร์เมื่อปลายเดือนที่แล้ว โอกาสเติบโตยังมีอีกมาก
สำหรับนักลงทุน
โครงสร้างการถือครองที่ต่ำผิดปกตินี้กลายเป็นปัจจัยหนุนระยะกลาง-ยาวที่สำคัญ หากนักลงทุนเริ่มเพิ่มน้ำหนักทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง แม้เพียงเศษเสี้ยวก็อาจสร้างแรงผลักดันที่แข็งแกร่งต่อราคา ควรติดตามกระแสเงินเข้า Gold ETF และสัดส่วนการถือครองของสถาบันขนาดใหญ่ในไตรมาสข้างหน้า
