ราคาเงินทำสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติการณ์ที่ 64.31 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังพุ่งขึ้น 9.2% ในสัปดาห์นี้ แซงหน้าทองคำอย่างชัดเจน และทำผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัวในปีนี้ แม้จะมีการขายทำกำไรบางส่วนในตลาดฟิวเจอร์ส แต่โมเมนตัมขาขึ้นยังคงแข็งแกร่ง
ภาพรวมตลาด
เงินซื้อขายอยู่ใกล้ระดับสูงสุดที่ 63-64 ดอลลาร์ต่อออนซ์อย่างต่อเนือง แม้ราคาจะปรับลงเล็กน้อยในบางเซสชันจากการขายทำกำไร แต่แรงซื้อยังคงหนุนราคาอยู่ในระดับสูง การทำสถิติใหม่ของเงินเกิดขึ้นพร้อมกับที่ทองคำทะลุระดับสูง 7 สัปดาห์ สะท้อนความแข็งแกร่งของกลุ่มโลหะมีค่าโดยรวม แต่เงินมีผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่าทองคำอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
แรงหนุนหลักมาจาก 3 ปัจจัยโครงสร้างที่สำคัญ ประการแรกคือ ปัญหาการขาดแคลนเงิน จากการผลิตที่ไม่ทันต่อความต้องการ รวมถึงสต็อกคงคลังที่ลดลง ประการที่สองคืออุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากภาคเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด ซึ่งใช้เงินเป็นวัตถุดิบสำคัญในแผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และประการสุดท้ายคือการที่สหรัฐจัดเงินเป็น "แร่ธาตุสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" ซึ่งยกระดับความสำคัญในระยะยาว นอกจากนี้ กระแสเงินทุนไหลเข้า ETF ที่เพิ่มขึ้นยังเสริมแรงหนุนเพิ่มเติม
ความหมายต่อราคาทอง
เงินได้รับแรงหนุนร่วมกับทองคำจากปัจจัยมหภาคเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ยของเฟด ดอลลาร์ที่อ่อนค่า และบอนด์ยีลด์ที่ลดลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการถือครองโลหะมีค่า อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Sucden Financial ชี้ว่า เงินเคลื่อนไหวด้วยแรงเก็งกำไรและเรื่องราวการขาดแคลนมากกว่าทองคำ ทำให้มีความผันผวนสูงกว่า ขณะที่ทองคำยังคงเป็นเครื่องมือสะท้อนภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่มีเสถียรภาพมากกว่า
แล้วอะไรต่อ?
แนวโน้มระยะกลางถึงยาวของเงินยังคงเป็นบวกจากปัจจัยโครงสร้างที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอุปสงค์จากภาคเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นต้องติดตามความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการขายทำกำไรหลังทำสถิติใหม่ ตลาดจะจับตาว่าระดับราคาปัจจุบันจะรักษาตัวไว้ได้หรือไม่ และปัจจัยอุปสงค์-อุปทานจะสนับสนุนราคาต่อไปได้อีกแค่ไหน
สำหรับนักลงทุน
เงินเป็นทางเลือกน่าสนใจสำหรับการกระจายพอร์ตควบคู่ทองคำ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยอมรับความผันผวนสูงกว่า ปัจจัยโครงสร้างยังหนุนราคาในระยะยาว แต่ต้องระมัดระวังการปรับฐานในระยะสั้นหลังราคาวิ่งขึ้นแรง
