ราคาทองคำทะลุระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และใกล้ทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 4,381-4,382 ดอลลาร์ หลัง Federal Reserve ปรับลดดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในเดือนธันวาคม พร้อมสัญญาณที่ว่าจะผ่อนคลายนโยบายต่อเนื่องในปี 2025-2026
ภาพรวมตลาด
การลดดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลให้ผลตอบแทนที่แท้จริงจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลง ทำให้ต้นทุนการถือครองทองคำ ซึ่งไม่ได้ให้ดอกเบี้ย ต่ำลงตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุดหลายเดือน ช่วยทำให้ราคาทองในสกุลเงินอื่นดูน่าสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้นแตะ 4.186% สูงสุดนับตั้งแต่กันยายน สะท้อนความกังวลว่า Fed อาจชะลอจังหวะการลดดอกเบี้ยในปี 2026 มากกว่าที่คาด
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
สถาบันการเงินชั้นนำคาดการณ์ราคาทองคำปี 2025 ในกรอบ 4,400-5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดย Goldman Sachs ประเมินไว้ที่ 4,900-5,055 ดอลลาร์ ขณะที่ J.P. Morgan มองถึงระดับ 5,300 ดอลลาร์ และ Morgan Stanley อนุรักษ์นิยมกว่าที่ 4,400 ดอลลาร์ World Gold Council มองว่าราคาทองอาจปรับขึ้น 5-15% ในกรณีปกติ และหากเกิดความผวิตกในตลาด อาจพุ่งได้ถึง 15-30%
ความหมายต่อราคาทอง
นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อทองคำในระยะกลางถึงยาว แม้ว่าระยะสั้นจะยังมีความผันผวนจากข้อมูลเศรษฐกิจและการปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร โครงสร้างทางเทคนิคยังเป็นขาขึ้นตราบใดที่ราคาปิดเหนือ 4,133.95 ดอลลาร์ และมีโอกาสทะลุ 4,353-4,381 ดอลลาร์เพื่อสร้างจุดสูงสุดใหม่
แล้วอะไรต่อ?
ตลาดกำลังจับตารายงาน CPI และตัวเลขการจ้างงานที่จะออกในสัปดาห์นี้ โดยคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.1% และการจ้างงานเดือนพฤศจิกายนจะเพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่ง หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดอาจผลักดันผลตอบแทนพันธบัตรขึ้นและกดดันราคาทองในระยะสั้น แต่หากออกมาต่ำกว่าคาด จะเสริมแนวโน้มการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องและหนุนทองให้แข็งค่ามากขึ้น
สำหรับนักลงทุน
สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำเอื้อต่อทองคำในภาพใหญ่ แต่ระวังความผันผวนจากข้อมูลเศรษฐกิจระยะสั้น ติดตามรายงาน CPI และการจ้างงานสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด ระดับ 4,133 ดอลลาร์เป็นแนวรับสำคัญที่ต้องเฝ้าดู
