ราคาเงินพุ่งขึ้นแรงสุดในรอบหลายปี โดยทำระดับสูงสุดใหม่ที่ $64.67 ต่อออนซ์ และทะลุ $65 เป็นครั้งแรก ก่อนปรับลงมาซื้อขายที่ราว $62 ขณะที่ในตลาดอินเดียเงินพุ่ง 5.15% ไปแตะ 201,615 รูปีต่อกิโลกรัม ให้ผลตอบแทนกว่า 110–120% ในรอบปี
ภาพรวมตลาด
เงินกำลังซื้อขายในโมเมนตัมขาขึ้นที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี โดยได้แรงหนุนจากปัจจัยเดียวกับทองคำ ทั้งการผ่อนนโยบายดอกเบี้ยของเฟด ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และการหลบภัยความเสี่ยงจากตลาดหุ้นที่ผันผวน แต่สิ่งที่ทำให้เงินโดดเด่นกว่าทองคำคืออุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรม—โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งยังขยายตัวต่อเนื่อง
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
นอกจากปัจจัยหลักแล้ว การเก็งกำไรจากจีนก็เข้มข้นขึ้นเห็นได้ชัด ปริมาณการซื้อขายในตลาดเซี่ยงไฮ้กลับมาใกล้เคียงระดับในช่วงที่เคยเกิด supply squeeze มาแล้ว ขณะที่กองทุน Silver ETF ในอินเดียเห็นกระแสเงินไหลเข้าในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเงินอย่างจริงจัง
ความหมายต่อราคาเงิน
นักวิเคราะห์บางรายชี้เป้าเงินไปที่ระดับ 225,000–240,000 รูปีต่อกิโลกรัมในระยะใกล้ และมีผู้เชี่ยวชาญอย่าง Ajay Kedia มองว่าในระยะยาว 18 เดือนถึง 2 ปี ราคาอาจไปแตะ $75 หรือแม้แต่ 300,000 รูปีได้ หากอุปสงค์ทั้งจากอุตสาหกรรมและการเก็งกำไรยังไม่ชะลอตัว
แล้วอะไรต่อ?
แม้แนวโน้มจะดูดี แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายเตือนว่าเงินอาจปรับฐานลง 25–30% ได้ภายในปี 2026 เพราะราคาได้ปรับตัวขึ้นมาแรงและเร็วเกินไป นักลงทุนควรใช้ trailing stop-loss และไม่ควรไล่ซื้อในราคาสูง แนะนำเข้าผ่าน SIP (ลงทุนเป็นงวด) ใน Silver ETF แทนการจ่ายเต็มก้อนครั้งเดียว
สำหรับนักลงทุน
เงินกำลังวิ่งแรงกว่าทองคำ แต่ก็ผันผวนกว่า หากยังไม่มีสถานะ อย่าเพิ่งรีบไล่ซื้อ ให้รอจังหวะปรับฐาน แต่ถ้ามีพอร์ตอยู่แล้ว ใช้ trailing stop เพื่อล็อกกำไรและบริหารความเสี่ยง
