ค่าเงินบาทแข็งค่าพุ่งสู่ระดับ 31.4 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนธันวาคม แข็งค่าที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี ฉุดราคาทองคำในประเทศปรับลดลงแรงถึง 300-650 บาทในวันเดียว แม้ราคาทองคำโลกจะยังคงอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น สะท้อนผลกระทบตรงของความแข็งแกร่งของสกุลเงินที่มีต่อนักลงทุนทองคำในประเทศ
ภาพรวมตลาด
ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 31.4-31.53 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ (DXY) อ่อนค่าลงจาก 107.21 สู่ระดับ 98-106 หน่วย สร้างความกดดันให้ราคาทองคำในประเทศปรับลดลงอย่างชัดเจน แม้ว่าราคาทองคำโลกที่คิดเป็นดอลลาร์จะยังคงแข็งแกร่ง กลไกนี้เกิดจาก เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ราคาทองคำโลกที่คิดเป็นดอลลาร์จะลดลง แต่เมื่อบาทแข็งค่ามากกว่า ราคาทองคำที่แปลงเป็นบาทจะลดลงเร็วกว่า
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
ความแข็งแกร่งของบาทได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.50% เป็น 0.75% ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น 10 ปีพุ่งสู่ 1.095% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ กระตุ้นให้เงินทุนไหลออกจากดอลลาร์ไปยังเยนและสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงบาท
ในขณะเดียกัน การที่ Fed เริ่มผ่อนคลายนโยบายและมาตรการ QE มูลค่า 25,000-40,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ยังคงสร้างแรงกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง สถานการณ์นี้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างทิศทางของทองคำโลกกับทองคำในประเทศไทย
ความหมายต่อราคาทอง
การที่บาทแข็งค่าทำให้นักลงทุนไทยเผชิญกับ แรงกดดันจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่จำกัดผลตอบแทนจากการขึ้นของทองคำโลก แม้ทองคำโลกจะยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น แต่ทองคำในประเทศกลับมี upside ที่จำกัด ในทางกลับกัน หากทองคำโลกปรับตัวลง ทองคำไทยอาจลดลงเร็วกว่าเนื่องจากผลคูณจากค่าเงิน สร้างความเสี่ยงแบบไม่สมมาตรให้นักลงทุนในประเทศ
แล้วอะไรต่อ?
ทิศทางค่าเงินบาทจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อราคาทองคำในประเทศในระยะข้างหน้า ตลาดจับตาการประชุมนโยบายของ BOJ และทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ที่จะส่งผลต่อความแข็งแกร่งของดอลลาร์และบาท รวมถึงการไหลของเงินทุนในภูมิภาคเอเชีย
สำหรับนักลงทุน
นักลงทุนไทยที่ถือทองคำควรติดตามทิศทางค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพราะความแข็งแกร่งของบาทอาจกดดันผลตอบแทนจากการถือครองทองคำ แม้ราคาโลกจะขึ้น ผู้ที่ถือครองในสัดส่วนสูงอาจพิจารณาบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน
